สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกครั้งนะคะ สำหรับวันนี้เราจะมาเสวนากันต่อค่ะเกี่ยวกับเรื่องของการเรียนรู้แบบ PBL หรือ Project-Based Learning ซึ่งทางทีมงานวิชาการของ KDG Education ก็ได้คุยกับคุณผู้อ่านกันมาแล้วถึงสองตอนด้วยกัน สำหรับบทความตอนนี้จะเป็นตอนจบค่ะ
ในสองตอนแรก ทางทีมงาน KDG Education ก็ได้แนะนำการเรียนรู้ในรูปแบบ PBL และกล่าวถึงหลักการ RAFT ด้วย นอกจากนี้เรายังได้เสวนากันไปแล้วเกี่ยวกับการจัดหาหรือสร้าง มาตรฐานกำลัง (power standards) ซี่งเป็นหัวใจที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเรียนการสอนแบบ PBL ให้ประสบความสำเร็จค่ะ
ในตอนนี้ เราจะมาคุยกันต่อในเรื่องของการประเมินผลของการเรียนรู้แบบ PBL ของผู้เรียนตามมาตรฐานกำลังที่สร้างไว้ค่ะ
ก่อนอื่นที่เราจะคุยกันในรายละเอียดของลักษณะและรูปแบบการประเมินผลสำหรับ PBL นั้น ทางทีมงาน KDG Education อยากจะทำความเข้าใจกับคุณผู้อ่านก่อนว่า การประเมินผลการเรียนรู้ที่จะประสบผลสำเร็จ คือการประเมินจากการเรียนการสอนเกิดขึ้นจริงและประเมินตามมาตรฐานที่ตั้งไว้เท่านั้นค่ะ ซึ่งปัจจัยข้อนี้เป็นสิ่งที่ทางทีมงาน KDG Education เชื่อว่าท่านอาจารย์ผู้สอนและนักการศึกษาต้องตระหนักอยู่เสมอ หากการประเมินผลทำไปโดยไม่ตรงกับการเรียนการสอนที่เกิดขึ้น จะมีปัญหาตามมาภายหลังแน่นอนค่ะ เพราะการประเมินผลนั้นจะเป็นการประเมินผลที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง ตัวอย่างง่าย ๆ ที่เราอาจจะเคยได้ยินกันบ้างก็คือ การที่นักเรียนบ่นว่าข้อสอบออกไม่ตรงกับที่อาจารย์สอน นั่นแหละค่ะคือการประเมิน (ตัวข้อสอบ) ที่ไม่ตรงกับการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นจริง (สิ่งที่อาจารย์สอนในชั้นเรียน) ทำให้อาจารย์ผู้สอนไม่สามารถวัดผลการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างถูกต้อง และทำให้ไม่สามารถประเมินการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับรูปแบบของการประเมินผลที่เหมาะสมสำหรับการเรียนรู้ในรูปแบบ PBL นั้นมีสองแบบค่ะ คือ
1. การประเมินผลแบบต่อเนื่อง (formative assessement)
2. การประเมินผลแบบรวบยอด (summative assessment)
การประเมินผลทั้งสองรูปแบบนี้มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกันอย่างมากค่ะสำหรับการเรียนรู้แบบ PBL
การประเมินผลแบบต่อเนื่อง (formative assessment) จะช่วยให้ผู้เรียนได้รับข้อเสนอแนะหรือผลสะท้อนกลับมา (feedback) จากอาจารย์ผู้สอนได้อย่างสม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพ การประเมินผลแบบต่อเนื่องนี้มีความสำคัญมากนะคะสำหรับการเรียนรู้ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับรูปแบบของการประเมินผลแบบต่อเนื่องนี้ ที่จริงก็ทำได้หลายแบบค่ะ โดยทั่วไปรูปแบบที่เราคุ้นเคยกันก็มักจะเป็นการสอบย่อย (quizzes) และการทำแบบฝึกหัด (practice exercises) แต่นอกเหนือจากการสอบย่อยและการทำแบบฝึกหัดแล้ว การประเมินผลแบบต่อเนื่องก็ยังรวมไปถึงการทำกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ด้วยค่ะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้แบบ PBL อาจารย์บางท่านอาจจะถามว่าการทำกิจกรรมแบบต่าง ๆ นั้นจะให้คะแนนได้อย่างไรนอกเหนือไปจากการให้คะแนนการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม คำตอบคือได้ค่ะ นั่นก็คือการใช้ rubrics เข้ามาช่วยในการกำหนดมาตรฐานการให้คะแนน (เนื่องจากเราไม่มีเนื้อที่พอที่จะมาอภิปรายกันถึงการใช้ rubrics ประกอบการเรียนการสอนอย่างประสิทธิภาพในบทความนี้ ทางทีมงาน KDG Education ขออนุญาตเปิดประเด็นเสวนาเกี่ยวกับการใช้ rubrics ในการเรียนการสอนในครั้งต่อ ๆ ไปแล้วกันนะคะ ต้องติดตามกันค่ะ)
ยิ่งไปกว่านี้การทำกิจกรรมย่อย ๆ ในห้องเรียน เช่น การเปิดประเด็นถามตอบ ให้เป็นส่วนหนึ่งของการทำโครงการตามแบบ PBL โดยใช้ระบบคลิ๊กเกอร์ หรือ CPS (Classroom Performance System) ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำได้ และทำได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยค่ะ ตัวผู้เรียนเองก็จะรู้สึกได้ว่าตัวเองได้ทำกิจกรรมที่สนับสนุนและพัฒนาการเรียนรู้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ และมีส่วนร่วมในการเรียนรู้แบบ PBL ตรงตามลักษณะของการเรียนรู้แบบมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง สำหรับอาจารย์ผู้สอนเองก็จะมีวิธีการหลากหลายรูปแบบที่จะนำมาใช้กับการประเมินแบบต่อเนื่องและมีอุปกรณ์ใช้เก็บข้อมูลของผู้เรียนทำให้นำมาใช้ในการประเมินได้อย่างเหมาะสมค่ะ
ในขณะเดียวกัน การเรียนรู้แบบ PBL จะประสบผลสำเร็จมากที่สุด เมื่ออาจารย์ผู้สอนผนวกการประเมินผลแบบรวบยอด (summative assessment) เข้าไปด้วยค่ะ เพราะการประเมินแบบรวบยอดนั้นจะช่วยให้อาจารย์ผู้สอนประเมินได้ว่าผู้เรียนนั้นได้เรียนรู้ไปมากน้อยแค่ไหน ลึกซึ้งอย่างไร เรียกว่าเป็นการประเมินที่ความสามารถและประสิทธิภาพของผู้เรียนนั่นเองค่ะ
การวัดผลของการเรียนรู้แบบ PBL นั้นก็ควรให้สัดส่วนของการประเมินผลแบบรวบยอดมีมากกว่าสัดส่วนของการประเมินผลแบบต่อเนื่องค่ะ เนื่องจากว่าหากเราให้สัดส่วนของการประเมินแบบต่อเนื่องมากเกินไป ผู้เรียนอาจจะไม่ตระหนักถึงการเรียนรู้เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างสูงสุด เพราะอาจจะคิดว่าหาก "การทำงาน" หรือ "การร่วมกิจกรรม" ที่เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินแบบต่อเนื่องแล้ว คะแนนเก็บก็จะมีมากพอและจะสามารถผ่านวิชานั้น ๆ ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ให้ลึกซี้ง ซึ่งหากผู้เรียนคิดแบบนี้แล้ว การเรียนการสอนก็จะไม่สัมฤทธิ์ผลค่ะ คือผู้เรียนจะคิดแบบ "เรียนแค่ผ่าน"
ดังนั้นอาจารย์ผู้สอนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้ผู้เรียนตระหนักว่าผู้เรียนจำเป็นต้องใช้ feedback ที่ได้มาจากการประเมินแบบต่อเนื่อง มาพัฒนาการเรียนรู้ของตัวเองให้ได้เกิดศักยภาพมากที่สุด เพื่อที่ตัวเองจะได้แสดงความสามารถและประสิทธิภาพของตนได้อย่างเต็มที่สำหรับการประเมินแบบรวบยอดในแต่ละครั้ง หากอาจารย์ผู้สอนและผู้เรียนท่านใดที่ดำเนินการเรียนการสอนแบบ PBL โดยมีการทำโครงการ นำเสนอ และประเมินผล โดยยึดถือปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวที่ทีมงาน KDG Education ได้อภิปรายไว้แล้วในบทความทั้งสามตอนนี้ ทางทีมงานเชื่อเป็นอย่างยิ่งค่ะว่ารายวิชาของอาจารย์จะประสบความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้ในลักษณะที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และผู้เรียนในชั้นเรียนของท่านจะสามารถพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของพวกเขาตามมาตรฐานที่ตั้งไว้ค่ะ
และอีกครั้งนะคะ หากคุณผู้อ่านท่านใดมีคำถาม อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการได้รับคำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้ อุปกรณ์ระบบ CPS ในชั้นเรียนในรูปแบบ PBL หรือรูปแบบอื่น ๆ รวมถึงการจัดรูปแบบการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับชั้นเรียนและสถาบันของท่าน โปรดติดต่อ ทีมงาน KDG Education ได้ทุกเมื่อค่ะ ทางเรายินดีช่วยเหลือท่านอย่างเต็มที่
สำหรับวันนี้ ทางทีมงานวิชาการของ KDG Education ขอลาไปก่อน กลับมาพบกันใหม่ในบทความตอนหน้าค่ะ ส่วนเนื้อหาจะเป็นเรื่องอะไร ทางทีมงานขออุบไว้ก่อน แล้วเจอกันใหม่ สวัสดีค่ะ
Showing posts with label Teaching and Learning. Show all posts
Showing posts with label Teaching and Learning. Show all posts
Monday, April 4, 2011
Wednesday, February 2, 2011
เรียนภาษาออนไลน์: เรียนอย่างไรให้ถูกและดี ตอนที่ 2
สวัสดีค่ะ วันนี้เรามาต่อกันจากตอนที่แล้วนะคะ ที่ค้างไว้ตรงที่ขณะนี้เร่ิมมีอาจารย์สอนภาษาบางท่านที่ได้ลองนำ Twitter ไปใช้กับการเรียนการสอนภาษาในชั้นเรียน เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนในชั้นได้ฝึกใช้ภาษากับเจ้าของภาษาด้วยค่ะ สำหรับภาคจบนี้ เราจะมาดูกันว่านอกจาก Twitter แล้ว คุณครู อาจารย์ และนักการศึกษาในศตวรรษที่ 21 นี้ เขาเริ่มประยุกต์ใช้เทคโนโลยีออนไลน์กันอย่างไรให้เหมาะกับการเรียนการสอนภาษานะคะ
ปัจจุบันนี้มหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วโลก อย่างเช่น มหาวิทยาลัย Emory ในมลรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้สร้างคลังความรู้ไว้ในรูปแบบของบทเรียนภาษาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาจีนกลาง ภาษาญี่ปุ่น ภาษาอาหรับ หรือกระทั่งภาษาที่คนไม่ค่อยรู้กันมากอย่าง ภาษาอินเดียนแดง เอาไว้บน iTunes U ซึ่งเป็นส่วนการศึกษาของร้านดนตรีออนไลน์ iTunes นั่นเอง บทเรียนภาษาเหล่านี้คุณผู้อ่านที่สนใจสามารถดาวน์โหลดได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น มหาวิทยาลัย Emory ได้ประมาณเอาไว้ว่าตอนนี้มีผู้สนใจจากทั่วโลกได้มาดาวน์โหลดไฟล์บทเรียนภาษาต่าง ๆ ไปแล้วถึงกว่า 10 ล้านไฟล์ นับตั้งแต่ปี 2007 ซึ่งเป็นปีที่มหาวิทยาลัย Emory ได้เร่ิมสร้างคลังความรู้และให้บริการทาง iTunes U
บทเรียนที่เป็นที่นิยมอย่างสูง มีผู้เข้ามาดาว์นโหลดมากมาย ได้แก่บทเรียนที่มีทั้งส่วนของ audio และ video ผสานเข้าไว้ด้วยกันอย่างเหมาะสม บทเรียนเหล่านี้จริง ๆ แล้วไม่ใช่บทเรียนที่ทางมหาวิทยาลัยสร้างไว้ให้คนภายนอกเลย หากแต่เป็นบทเรียนที่คณาจารย์ของทางมหาวิทยาลัยสร้างไว้เพื่อให้นักศึกษาในชั้นเรียนของตนเข้ามาเรียนรู้เพิ่มเติม เป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตรต่างหาก ซึ่งทางมหาวิทยาลัยคาดการณ์ว่า ผู้สนใจที่เข้ามาดาวน์โหลดไฟล์เหล่านี้ไปใช้นั้นคงจะไม่ใช่ผู้ที่เรียนภาษาอย่างผิวเผิน แต่น่าจะเป็นนักเรียนนักศึกษาจากที่อื่นที่เรียนวิชาเหล่านี้อยู่แล้ว หรือกระทั่งอาจจะเป็นอาจารย์จากที่อื่น ๆ ที่จะต้องสอนวิชาเหล่านี้ด้วยก็เป็นได้
นอกเหนือไปจากการที่เทคโนโลยีพวก social media เข้ามามีบทบาทกับการเรียนการสอนโดยเปิดโอกาสให้ทั้งผู้เรียนและผู้สอนได้สามารถฝึกใช้ภาษากับเจ้าของภาษาแล้ว เทคโนโลยีอย่าง iTunes U ก็ยังสามารถทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงบทเรียนภาษาที่ใช้เสริมทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน ได้ทุกที่ ทุกแห่ง และทุกเวลาด้วย ซึ่งข้อดีข้อนี้ทำให้ผู้เรียนที่ไม่ค่อยมีเวลาเรียนให้ห้องเรียนจริงมากนักหรือต้องใช้เวลาในการเดินทางไปเรียนไกล ๆ สามารถใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ไปกับการเรียนภาษาจากบทเรียนออนไลน์แบบนี้ได้มากที่สุดค่ะ
อย่างไรก็ดี คณาจารย์ผู้สอนภาษาหลาย ๆ ท่านต่างเสริมว่า ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีที่ทันสมัยเหล่านี้จะมีส่วนช่วยเสริมการเรียนการสอนภาษาอย่างมากในปัจจุบัน แต่ทว่าการเรียนภาษาในห้องเรียนจริงและการเก็บเกี่ยวประสบการณ์จริงในต่างประเทศก็คงเป็นสิ่งที่เทคโนโลยียังไม่สามารถแทนที่ได้
ทีมงาน KDG Education และผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาอีกหลาย ๆ ท่านก็ยังเห็นพ้องต้องกันว่า กุญแจสำคัญในการใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้ให้เกิดผลสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ คือการใช้เทคโนโลยีให้ถูกต้องและเหมาะสมค่ะ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้และเพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มากที่สุด
ดังนั้นหากคุณผู้อ่านท่านใดที่สนใจจะนำเทคโนโลยีการศึกษาไปประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนภาษาให้กับนักเรียนนักศึกษาในห้องเรียนของท่าน โปรดติดต่อ KDG Education ได้ค่ะ ทางทีมงานผู้เชี่ยวชาญจาก KDG Education ยินดีที่จะช่วยให้คำปรึกษากับท่านเสมอค่ะ
Tuesday, January 18, 2011
เรียนภาษาออนไลน์: เรียนอย่างไรให้ถูกและดี ตอนที่ 1
คุณผู้อ่านบล็อกนี้คงจะคุ้นเคยกับคำว่า Twitter, Facebook My Space หรือ Hi5 เป็นอย่างดี เพราะว่าชื่อต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ฝรั่งเขาเรียกกันว่า online social media หรือ social network ค่ะ คือเป็นสื่อที่ทำให้ผู้คนสามารถติดต่อกัน เป็นเพื่อนกัน สร้างกลุ่มสังคมออนไลน์ได้โดยผ่านอินเตอร์เน็ตนั่นเอง หลายต่อหลายครั้งที่สื่อแบบนี้ช่วยให้เพื่อนเก่า ๆ บางคนที่ไม่ได้เจอกันมานานนับปี กลับมาเจอะเจอกัน ติดต่อกันได้อีกครั้งก็มีค่ะ น่าทึ่งจริง ๆ
ปัจจุบันสื่อเหล่านี้เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายค่ะ ทั้งในกลุ่มวัยรุ่น คนทำงาน แม่บ้าน หรือกระทั่งกลุ่มผู้สูงอายุ เมื่อสองสามวันก่อน หลานชายดิฉันอายุ 8 ขวบค่ะ มาขอ “แอดเป็นเพื่อน” กับดิฉันบน Facebook ของพ่อตัวดีด้วย ดิฉันอดคิดในใจไม่ได้ว่า แหมทำไมเด็ก ๆ สมัยนี้ช่างก้าวไกลสมกับเป็นเด็กยุคเทคโนโลยีจริง ๆ
พูดถึงเรื่อง social media หรือ social network แล้ว จะไม่เอ่ยถึงบทบาทของสื่อพวกนี้ ซึ่งกำลังมาแรงในโลกการศึกษาและอาจจะมีอิทธิพลต่อรูปแบบการเรียนการสอนในอนาคตอันใกล้นี้ ก็เห็นจะกะไรอยู่ คุณผู้อ่านบางท่านอาจจะสงสัยว่า แล้ว Twitter หรือ Facebook จะมาเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนได้อย่างไร เกี่ยวค่ะ เกี่ยวข้องกันได้อย่างดีด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของการเรียนการสอนภาษา ซึ่งก็คือหัวข้อของบล็อกฉบับนี้ค่ะ
ปัจจุบันการเรียนการสอนในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยใช้ social media หรือ social network เข้ามาเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนในห้องเรียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากค่ะ อย่างในงาน Educause 2009 ที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านศึกษาอย่าง W. Gardner Campbell ซึ่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิชาการการเรียนการสอน จากมหาวิทยาลัย Baylor ในมลรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการใช้ Twitter ในชั้นเรียน เพื่อให้นักศึกษาได้ตั้งและป้อนคำถามที่สงสัยในห้องเรียนผ่าน Twitter ไปยังอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นขณะเรียนจริงเลยค่ะ ทั้งนี้ Campbell กล่าวว่าการตั้งคำถามในลักษณะดังกล่าวนอกจากจะเป็นการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญต่อกระบวนการการเรียนการสอนแล้ว นักศึกษายังสามารถตั้งและถามคำถามได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องยกมือขึ้นถามเสียงดัง เป็นการช่วยให้นักศึกษาบางคนที่อาจจะเขินอายและไม่ยอมถามคำถามได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนด้วยค่ะ
นอกจากนี้ ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา อาจารย์มหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่งยังได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยลงในวารสารทางวิทยาศาสตร์ฉบับหนึ่ง เกี่ยวกับการผนวกการใช้ Twitter เข้ากับกระบวนการการเรียนการสอนในห้องเรียน ผลของการวิจัยดังกล่าวระบุว่า Twitter อาจจะสามารถเพ่ิมการมีส่วนร่วมในกิจกรรมและศักยภาพการเรียนรู้ของนักศึกษาในชั้นเรียนด้วยค่ะ
จะว่าไปแล้ว ในอดีตเราจะเห็นได้ว่าการเรียนการสอนภาษานั้นมักจะมาเป็นแนวหน้าเลยทีเดียวในเรื่องการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ากับกระบวนการการเรียนการสอน ทว่าเมื่อพูดถึงประเด็นอย่าง social network อาจารย์สอนภาษาหลาย ๆ ท่านกลับยังรี ๆ รอ ๆ กันอยู่กับการนำเทคโนโลยี online social media เหล่านี้ไปใช้ในห้องเรียนให้เกิดประโยชน์มากที่สุดค่ะ ทว่ามีอาจารย์บางกลุ่ม แม้จะเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ได้ใช้ความพยายามในการนำ social network อย่าง Twitter เข้าไปใช้ในห้องเรียนจริงเพื่อให้นักเรียนของตนได้ฝึกฝนการใช้ภาษาในชีวิตประจำวันกับเจ้าของภาษาด้วยค่ะ
เพื่อไม่ให้บทความนี้ยาวเยิ่นเย้อเกินไป คราวหน้าทางทีมงาน KDG Education จะมานำเสนอภาคจบของบทความให้แก่คุณผู้อ่านนะคะ โปรดติดตามค่ะ
Subscribe to:
Posts (Atom)