สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกครั้งนะคะ สำหรับวันนี้เราจะมาเสวนากันต่อค่ะเกี่ยวกับเรื่องของการเรียนรู้แบบ PBL หรือ Project-Based Learning ซึ่งทางทีมงานวิชาการของ KDG Education ก็ได้คุยกับคุณผู้อ่านกันมาแล้วถึงสองตอนด้วยกัน สำหรับบทความตอนนี้จะเป็นตอนจบค่ะ
ในสองตอนแรก ทางทีมงาน KDG Education ก็ได้แนะนำการเรียนรู้ในรูปแบบ PBL และกล่าวถึงหลักการ RAFT ด้วย นอกจากนี้เรายังได้เสวนากันไปแล้วเกี่ยวกับการจัดหาหรือสร้าง มาตรฐานกำลัง (power standards) ซี่งเป็นหัวใจที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเรียนการสอนแบบ PBL ให้ประสบความสำเร็จค่ะ
ในตอนนี้ เราจะมาคุยกันต่อในเรื่องของการประเมินผลของการเรียนรู้แบบ PBL ของผู้เรียนตามมาตรฐานกำลังที่สร้างไว้ค่ะ
ก่อนอื่นที่เราจะคุยกันในรายละเอียดของลักษณะและรูปแบบการประเมินผลสำหรับ PBL นั้น ทางทีมงาน KDG Education อยากจะทำความเข้าใจกับคุณผู้อ่านก่อนว่า การประเมินผลการเรียนรู้ที่จะประสบผลสำเร็จ คือการประเมินจากการเรียนการสอนเกิดขึ้นจริงและประเมินตามมาตรฐานที่ตั้งไว้เท่านั้นค่ะ ซึ่งปัจจัยข้อนี้เป็นสิ่งที่ทางทีมงาน KDG Education เชื่อว่าท่านอาจารย์ผู้สอนและนักการศึกษาต้องตระหนักอยู่เสมอ หากการประเมินผลทำไปโดยไม่ตรงกับการเรียนการสอนที่เกิดขึ้น จะมีปัญหาตามมาภายหลังแน่นอนค่ะ เพราะการประเมินผลนั้นจะเป็นการประเมินผลที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง ตัวอย่างง่าย ๆ ที่เราอาจจะเคยได้ยินกันบ้างก็คือ การที่นักเรียนบ่นว่าข้อสอบออกไม่ตรงกับที่อาจารย์สอน นั่นแหละค่ะคือการประเมิน (ตัวข้อสอบ) ที่ไม่ตรงกับการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นจริง (สิ่งที่อาจารย์สอนในชั้นเรียน) ทำให้อาจารย์ผู้สอนไม่สามารถวัดผลการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างถูกต้อง และทำให้ไม่สามารถประเมินการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับรูปแบบของการประเมินผลที่เหมาะสมสำหรับการเรียนรู้ในรูปแบบ PBL นั้นมีสองแบบค่ะ คือ
1. การประเมินผลแบบต่อเนื่อง (formative assessement)
2. การประเมินผลแบบรวบยอด (summative assessment)
การประเมินผลทั้งสองรูปแบบนี้มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกันอย่างมากค่ะสำหรับการเรียนรู้แบบ PBL
การประเมินผลแบบต่อเนื่อง (formative assessment) จะช่วยให้ผู้เรียนได้รับข้อเสนอแนะหรือผลสะท้อนกลับมา (feedback) จากอาจารย์ผู้สอนได้อย่างสม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพ การประเมินผลแบบต่อเนื่องนี้มีความสำคัญมากนะคะสำหรับการเรียนรู้ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับรูปแบบของการประเมินผลแบบต่อเนื่องนี้ ที่จริงก็ทำได้หลายแบบค่ะ โดยทั่วไปรูปแบบที่เราคุ้นเคยกันก็มักจะเป็นการสอบย่อย (quizzes) และการทำแบบฝึกหัด (practice exercises) แต่นอกเหนือจากการสอบย่อยและการทำแบบฝึกหัดแล้ว การประเมินผลแบบต่อเนื่องก็ยังรวมไปถึงการทำกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ด้วยค่ะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้แบบ PBL อาจารย์บางท่านอาจจะถามว่าการทำกิจกรรมแบบต่าง ๆ นั้นจะให้คะแนนได้อย่างไรนอกเหนือไปจากการให้คะแนนการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม คำตอบคือได้ค่ะ นั่นก็คือการใช้ rubrics เข้ามาช่วยในการกำหนดมาตรฐานการให้คะแนน (เนื่องจากเราไม่มีเนื้อที่พอที่จะมาอภิปรายกันถึงการใช้ rubrics ประกอบการเรียนการสอนอย่างประสิทธิภาพในบทความนี้ ทางทีมงาน KDG Education ขออนุญาตเปิดประเด็นเสวนาเกี่ยวกับการใช้ rubrics ในการเรียนการสอนในครั้งต่อ ๆ ไปแล้วกันนะคะ ต้องติดตามกันค่ะ)
ยิ่งไปกว่านี้การทำกิจกรรมย่อย ๆ ในห้องเรียน เช่น การเปิดประเด็นถามตอบ ให้เป็นส่วนหนึ่งของการทำโครงการตามแบบ PBL โดยใช้ระบบคลิ๊กเกอร์ หรือ CPS (Classroom Performance System) ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำได้ และทำได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยค่ะ ตัวผู้เรียนเองก็จะรู้สึกได้ว่าตัวเองได้ทำกิจกรรมที่สนับสนุนและพัฒนาการเรียนรู้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ และมีส่วนร่วมในการเรียนรู้แบบ PBL ตรงตามลักษณะของการเรียนรู้แบบมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง สำหรับอาจารย์ผู้สอนเองก็จะมีวิธีการหลากหลายรูปแบบที่จะนำมาใช้กับการประเมินแบบต่อเนื่องและมีอุปกรณ์ใช้เก็บข้อมูลของผู้เรียนทำให้นำมาใช้ในการประเมินได้อย่างเหมาะสมค่ะ
ในขณะเดียวกัน การเรียนรู้แบบ PBL จะประสบผลสำเร็จมากที่สุด เมื่ออาจารย์ผู้สอนผนวกการประเมินผลแบบรวบยอด (summative assessment) เข้าไปด้วยค่ะ เพราะการประเมินแบบรวบยอดนั้นจะช่วยให้อาจารย์ผู้สอนประเมินได้ว่าผู้เรียนนั้นได้เรียนรู้ไปมากน้อยแค่ไหน ลึกซึ้งอย่างไร เรียกว่าเป็นการประเมินที่ความสามารถและประสิทธิภาพของผู้เรียนนั่นเองค่ะ
การวัดผลของการเรียนรู้แบบ PBL นั้นก็ควรให้สัดส่วนของการประเมินผลแบบรวบยอดมีมากกว่าสัดส่วนของการประเมินผลแบบต่อเนื่องค่ะ เนื่องจากว่าหากเราให้สัดส่วนของการประเมินแบบต่อเนื่องมากเกินไป ผู้เรียนอาจจะไม่ตระหนักถึงการเรียนรู้เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างสูงสุด เพราะอาจจะคิดว่าหาก "การทำงาน" หรือ "การร่วมกิจกรรม" ที่เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินแบบต่อเนื่องแล้ว คะแนนเก็บก็จะมีมากพอและจะสามารถผ่านวิชานั้น ๆ ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ให้ลึกซี้ง ซึ่งหากผู้เรียนคิดแบบนี้แล้ว การเรียนการสอนก็จะไม่สัมฤทธิ์ผลค่ะ คือผู้เรียนจะคิดแบบ "เรียนแค่ผ่าน"
ดังนั้นอาจารย์ผู้สอนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้ผู้เรียนตระหนักว่าผู้เรียนจำเป็นต้องใช้ feedback ที่ได้มาจากการประเมินแบบต่อเนื่อง มาพัฒนาการเรียนรู้ของตัวเองให้ได้เกิดศักยภาพมากที่สุด เพื่อที่ตัวเองจะได้แสดงความสามารถและประสิทธิภาพของตนได้อย่างเต็มที่สำหรับการประเมินแบบรวบยอดในแต่ละครั้ง หากอาจารย์ผู้สอนและผู้เรียนท่านใดที่ดำเนินการเรียนการสอนแบบ PBL โดยมีการทำโครงการ นำเสนอ และประเมินผล โดยยึดถือปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวที่ทีมงาน KDG Education ได้อภิปรายไว้แล้วในบทความทั้งสามตอนนี้ ทางทีมงานเชื่อเป็นอย่างยิ่งค่ะว่ารายวิชาของอาจารย์จะประสบความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้ในลักษณะที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และผู้เรียนในชั้นเรียนของท่านจะสามารถพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของพวกเขาตามมาตรฐานที่ตั้งไว้ค่ะ
และอีกครั้งนะคะ หากคุณผู้อ่านท่านใดมีคำถาม อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการได้รับคำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้ อุปกรณ์ระบบ CPS ในชั้นเรียนในรูปแบบ PBL หรือรูปแบบอื่น ๆ รวมถึงการจัดรูปแบบการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับชั้นเรียนและสถาบันของท่าน โปรดติดต่อ ทีมงาน KDG Education ได้ทุกเมื่อค่ะ ทางเรายินดีช่วยเหลือท่านอย่างเต็มที่
สำหรับวันนี้ ทางทีมงานวิชาการของ KDG Education ขอลาไปก่อน กลับมาพบกันใหม่ในบทความตอนหน้าค่ะ ส่วนเนื้อหาจะเป็นเรื่องอะไร ทางทีมงานขออุบไว้ก่อน แล้วเจอกันใหม่ สวัสดีค่ะ
Showing posts with label การศึกษา. Show all posts
Showing posts with label การศึกษา. Show all posts
Monday, April 4, 2011
Friday, March 18, 2011
Project-Based Learning Part II: หนึ่งในรูปแบบการเรียนการสอนที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ตอนที่ 2
สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกครั้งนะคะสำหรับตอนนี้เป็นบทความที่ 3 แล้วสำหรับเดือนมีนาคม ทางทีมวิชาการ KDG Educaiton ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณผู้อ่านคงจะหาประโยชน์ได้จากบทความที่เรานำเสนอไม่มากก็น้อยนะคะ แล้วก็เช่นเคยค่ะ หากคุณผู้อ่านท่านได้อ่านแล้วเกิดคำถาม หรือต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติม กรุณาติดต่อทีมงานของเราได้โดยตรงเลยนะคะ
สำหรับบทความตอนที่ 2 สำหรับเรื่องของการเรียนรู้แบบ PBL (Project-Based Learning) นี้ เราก็จะมาเสวนากันต่อถึงเรื่องที่ถือว่าสำคัญมากเรื่องหนึ่งของการดำเนินการเรียนการสอนแบบนี้ค่ะ นอกเหนือจากการสร้างรูปแบบที่ดีตามหลักการ RAFT (Role | Audience | Format | Topic) ดังที่ได้เสนอไปแล้วในบทความตอนที่ 1 นั้น อาจารย์ผู้สอนจำเป็นต้องจัดหาหรือสร้างมาตรฐานการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับการเรียนรู้แบบ PBL ค่ะ หากอาจารย์ไม่จัดหาหรือสร้างมาตรฐานที่เหมาะสม การเรียนการสอนแบบที่ว่าก็จะไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้ค่ะ เนื่องจากว่าการที่ไม่มีมาตรฐานที่เหมาะสม ที่วัดได้ ตั้งแต่ต้น ผู้เรียนก็จะไม่ทราบว่าสิ่งที่ตัวเองทำไปนั้น ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ ผู้สอนก็จะไม่สามารถวัดและประเมินการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ค่ะ
การเรียนรู้แบบ PBL ที่จะได้ผลดี ควรจะเป็นการเรียนรู้แบบลึกค่ะ ไม่ใช่แค่ครอบคลุมเนื้อหาในระดับผิวเผิน เพราะการเรียนรู้แบบนี้จะเกิดความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่ออาจารย์ผู้สอนสามารถประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนในเชิงลึกได้และบ่งบอกได้ว่าผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้หรือองค์ความรู้ไปมากน้อยแค่ไหนอย่างแท้จริงค่ะ สำหรับตัวผู้เรียนเองก็จะทราบได้ว่าต้องมีทักษะการเรียนรู้หรือองค์ความรู้ใดบ้างที่ตนเองจะต้องพัฒนาและเรียนรู้ในเชิงลึกได้ด้วยค่ะ
ในส่วนของมาตรฐานที่จะจัดให้เข้ากับการเรียนรู้แบบ PBL นี้ ทางทีมงานอยากใช้คำว่า มาตรฐานกำลัง หรือ Power Standards เพราะว่ามาตรฐานดังกล่าวไม่ควรจะเป็นมาตรฐานทั่ว ๆ ไป ไม่มีความชัดเจน ทำให้ทำการประเมินผลได้ยาก แต่มาตรฐานกำลังควรจะมีสมบัติดังนี้ค่ะ
1. เป็นมาตรฐานที่สอดคล้องกับหลักสูตรที่ทางสถานศึกษากำหนด
2. เป็นมาตรฐานเชิงลึกมากกว่าเชิงกว้าง
3. เป็นมาตรฐานที่ครอบคลุมทักษะที่สำคัญในศตวรรษที่ 21
4. เป็นมาตรฐานที่วัดได้ ประเมินได้
ทางทีมงาน KDG Education คิดว่าสมบัติข้อ 1 น่าจะเป็นคำอธิบายในตัวเองอยู่แล้ว สำหรับสมบัติข้อ 2 คือเป็นมาตรฐานเชิงลึกมากกว่าเชิงกว้าง อาจารย์บางท่านอาจจะยังไม่เห็นภาพ หรือบางท่านอาจจะแย้งว่า หากเราใช้เวลาในการเรียนอันจำกัดไปกับเรียนรู้ตามมาตรฐานเชิงลึก ก็จะทำให้ไม่มีเวลาพอที่จะครอบคลุมมาตรฐานอื่น ๆ ได้ทุกจุด เหมือนกับเวลาสอน หากเราสอนเป็นบางเรื่องแบบลึก ๆ ก็จะทำให้เราไม่มีเวลาพอที่จะครอบคลุมเนื้อหาที่กำหนดได้ทั้งหมด ปัญหานี้เป็นปัญหาครอบจักรวาลค่ะ คืออาจารย์ผู้สอนที่ไหน ๆ ก็จะรู้สึกแบบนี้ แต่วิธีการที่จะแก้ปัญหานี้ได้ในระดับหนึ่งคือ อาจารย์ต้องพิจารณาจากหลักสูตรว่าหลักสูตรต้องการอะไร เพราะเวลาอันจำกัด เราจำต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานไม่เท่ากันค่ะ ซึ่งการกำหนดความสำคัญของมาตรฐานก็จะต้องทำกันในระดับสถานศึกษาหรือกระทั่งใหญ่กว่านั้น เมื่อเราทราบระดับความสำคัญของมาตรฐานการศึกษาที่เราตั้งไว้แล้ว เราก็สามารถที่จะเลือกมาตรฐานที่สำคัญ ๆ บางมาตรฐานมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับการเรียนแบบ PBL โดยเน้นการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนตามมาตรฐานนั้น ๆ ในเชิงลึกค่ะ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่ามาตรฐานอื่น ๆ ที่เรากำหนดให้มีความสำคัญลดหลั่นกันไปจะไม่สามารถมามีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้แบบ PBL ได้เลยนะคะ จริง ๆ แล้วการเรียนรู้แบบ PBL ก็สามารถครอบคลุมมาตรฐานรองอื่น ๆ ได้ค่ะ เพราะเวลาผู้เรียนดำเนินและนำเสนอโครงการ จะมีบ่อยครั้งที่ผู้เรียนก็จะต้องพัฒนาทักษะตามมาตรฐานรองเช่นกันค่ะ แต่เวลาอาจารย์ประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามมาตรฐาน หากมาตรฐานนั้นเป็นมาตรฐานรอง อาจารย์ก็ไม่จำเป็นต้องไปเน้นความสำคัญกับมาตรฐานนั้น ๆ มากจนเกินไปค่ะ เพราะอาจารย์ได้มีมาตรฐานกำลังหลัก ๆ ที่จะต้องเน้นให้ความสำคัญเป็นพิเศษอยู่แล้ว
สำหรับสมบัติข้อ 3 คือเป็นมาตรฐานสำหรับทักษะที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 ทาง Edutopia ได้ให้คำแนะนำไว้ค่ะว่า ทักษะเหล่านี้ควรจะเป็นอะไรบ้าง ซึ่งก็คือ ทักษะการทำงานร่วมกัน (collaboration) ทักษะการนำเสนอผลงาน (presentation) และ ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) สำหรับทางทีมงาน KDG Education อยากจะเติมไว้อีกหนึ่งทักษะซึ่งนั่นก็คือ ทักษะการใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสม (using technology) โดยเฉพาะทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่นับวันก็จะเพ่ิมบทบาทและความสำคัญในสังคมจริงและสังคมเสมือน (virtual society) อยู่ทุกวันนี้ค่ะ
ส่วนสมบัติข้อ 4 คือเป็นมาตรฐานที่วัดได้ ประเมินตามได้ ตรงนี้สำคัญมากค่ะ เพราะหากมาตรฐานที่ตั้งขึ้นมาไม่สามารถวัดได้ประเมินได้ หรือทำได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ผู้สอนก็จะประเมินผู้เรียนไม่ตรงเป้า ไม่เข้าประเด็น และจะส่งผลให้ผู้เรียนไม่สามารถทราบได้ว่าตนเองควรจะต้องได้รับการพัฒนาอะไร พัฒนาอย่างไร ดังนั้นมาตรฐานต่าง ๆ ที่หามาต้องวัดได้ ประเมินได้ค่ะ ส่วนหัวข้อถัดไปที่เกี่ยวกับการประเมินผลการเรียนรู้ตามมาตรฐานในรูปแบบไหน อย่างไร ให้เหมาะกับการเรียนการสอนแบบ PBL ทางทีมวิชาการ KDG Education ก็จะกลับมาพูดคุยกับคุณผู้อ่านเกี่ยวกับหัวข้อนี้ในบทความตอนหน้านะคะ
สำหรับวันนี้ทางทีมงานขอลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ สวัสดีค่ะ
สำหรับบทความตอนที่ 2 สำหรับเรื่องของการเรียนรู้แบบ PBL (Project-Based Learning) นี้ เราก็จะมาเสวนากันต่อถึงเรื่องที่ถือว่าสำคัญมากเรื่องหนึ่งของการดำเนินการเรียนการสอนแบบนี้ค่ะ นอกเหนือจากการสร้างรูปแบบที่ดีตามหลักการ RAFT (Role | Audience | Format | Topic) ดังที่ได้เสนอไปแล้วในบทความตอนที่ 1 นั้น อาจารย์ผู้สอนจำเป็นต้องจัดหาหรือสร้างมาตรฐานการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับการเรียนรู้แบบ PBL ค่ะ หากอาจารย์ไม่จัดหาหรือสร้างมาตรฐานที่เหมาะสม การเรียนการสอนแบบที่ว่าก็จะไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้ค่ะ เนื่องจากว่าการที่ไม่มีมาตรฐานที่เหมาะสม ที่วัดได้ ตั้งแต่ต้น ผู้เรียนก็จะไม่ทราบว่าสิ่งที่ตัวเองทำไปนั้น ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ ผู้สอนก็จะไม่สามารถวัดและประเมินการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ค่ะ
การเรียนรู้แบบ PBL ที่จะได้ผลดี ควรจะเป็นการเรียนรู้แบบลึกค่ะ ไม่ใช่แค่ครอบคลุมเนื้อหาในระดับผิวเผิน เพราะการเรียนรู้แบบนี้จะเกิดความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่ออาจารย์ผู้สอนสามารถประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนในเชิงลึกได้และบ่งบอกได้ว่าผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้หรือองค์ความรู้ไปมากน้อยแค่ไหนอย่างแท้จริงค่ะ สำหรับตัวผู้เรียนเองก็จะทราบได้ว่าต้องมีทักษะการเรียนรู้หรือองค์ความรู้ใดบ้างที่ตนเองจะต้องพัฒนาและเรียนรู้ในเชิงลึกได้ด้วยค่ะ
ในส่วนของมาตรฐานที่จะจัดให้เข้ากับการเรียนรู้แบบ PBL นี้ ทางทีมงานอยากใช้คำว่า มาตรฐานกำลัง หรือ Power Standards เพราะว่ามาตรฐานดังกล่าวไม่ควรจะเป็นมาตรฐานทั่ว ๆ ไป ไม่มีความชัดเจน ทำให้ทำการประเมินผลได้ยาก แต่มาตรฐานกำลังควรจะมีสมบัติดังนี้ค่ะ
1. เป็นมาตรฐานที่สอดคล้องกับหลักสูตรที่ทางสถานศึกษากำหนด
2. เป็นมาตรฐานเชิงลึกมากกว่าเชิงกว้าง
3. เป็นมาตรฐานที่ครอบคลุมทักษะที่สำคัญในศตวรรษที่ 21
4. เป็นมาตรฐานที่วัดได้ ประเมินได้
ทางทีมงาน KDG Education คิดว่าสมบัติข้อ 1 น่าจะเป็นคำอธิบายในตัวเองอยู่แล้ว สำหรับสมบัติข้อ 2 คือเป็นมาตรฐานเชิงลึกมากกว่าเชิงกว้าง อาจารย์บางท่านอาจจะยังไม่เห็นภาพ หรือบางท่านอาจจะแย้งว่า หากเราใช้เวลาในการเรียนอันจำกัดไปกับเรียนรู้ตามมาตรฐานเชิงลึก ก็จะทำให้ไม่มีเวลาพอที่จะครอบคลุมมาตรฐานอื่น ๆ ได้ทุกจุด เหมือนกับเวลาสอน หากเราสอนเป็นบางเรื่องแบบลึก ๆ ก็จะทำให้เราไม่มีเวลาพอที่จะครอบคลุมเนื้อหาที่กำหนดได้ทั้งหมด ปัญหานี้เป็นปัญหาครอบจักรวาลค่ะ คืออาจารย์ผู้สอนที่ไหน ๆ ก็จะรู้สึกแบบนี้ แต่วิธีการที่จะแก้ปัญหานี้ได้ในระดับหนึ่งคือ อาจารย์ต้องพิจารณาจากหลักสูตรว่าหลักสูตรต้องการอะไร เพราะเวลาอันจำกัด เราจำต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานไม่เท่ากันค่ะ ซึ่งการกำหนดความสำคัญของมาตรฐานก็จะต้องทำกันในระดับสถานศึกษาหรือกระทั่งใหญ่กว่านั้น เมื่อเราทราบระดับความสำคัญของมาตรฐานการศึกษาที่เราตั้งไว้แล้ว เราก็สามารถที่จะเลือกมาตรฐานที่สำคัญ ๆ บางมาตรฐานมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับการเรียนแบบ PBL โดยเน้นการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนตามมาตรฐานนั้น ๆ ในเชิงลึกค่ะ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่ามาตรฐานอื่น ๆ ที่เรากำหนดให้มีความสำคัญลดหลั่นกันไปจะไม่สามารถมามีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้แบบ PBL ได้เลยนะคะ จริง ๆ แล้วการเรียนรู้แบบ PBL ก็สามารถครอบคลุมมาตรฐานรองอื่น ๆ ได้ค่ะ เพราะเวลาผู้เรียนดำเนินและนำเสนอโครงการ จะมีบ่อยครั้งที่ผู้เรียนก็จะต้องพัฒนาทักษะตามมาตรฐานรองเช่นกันค่ะ แต่เวลาอาจารย์ประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามมาตรฐาน หากมาตรฐานนั้นเป็นมาตรฐานรอง อาจารย์ก็ไม่จำเป็นต้องไปเน้นความสำคัญกับมาตรฐานนั้น ๆ มากจนเกินไปค่ะ เพราะอาจารย์ได้มีมาตรฐานกำลังหลัก ๆ ที่จะต้องเน้นให้ความสำคัญเป็นพิเศษอยู่แล้ว
สำหรับสมบัติข้อ 3 คือเป็นมาตรฐานสำหรับทักษะที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 ทาง Edutopia ได้ให้คำแนะนำไว้ค่ะว่า ทักษะเหล่านี้ควรจะเป็นอะไรบ้าง ซึ่งก็คือ ทักษะการทำงานร่วมกัน (collaboration) ทักษะการนำเสนอผลงาน (presentation) และ ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) สำหรับทางทีมงาน KDG Education อยากจะเติมไว้อีกหนึ่งทักษะซึ่งนั่นก็คือ ทักษะการใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสม (using technology) โดยเฉพาะทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่นับวันก็จะเพ่ิมบทบาทและความสำคัญในสังคมจริงและสังคมเสมือน (virtual society) อยู่ทุกวันนี้ค่ะ
ส่วนสมบัติข้อ 4 คือเป็นมาตรฐานที่วัดได้ ประเมินตามได้ ตรงนี้สำคัญมากค่ะ เพราะหากมาตรฐานที่ตั้งขึ้นมาไม่สามารถวัดได้ประเมินได้ หรือทำได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ผู้สอนก็จะประเมินผู้เรียนไม่ตรงเป้า ไม่เข้าประเด็น และจะส่งผลให้ผู้เรียนไม่สามารถทราบได้ว่าตนเองควรจะต้องได้รับการพัฒนาอะไร พัฒนาอย่างไร ดังนั้นมาตรฐานต่าง ๆ ที่หามาต้องวัดได้ ประเมินได้ค่ะ ส่วนหัวข้อถัดไปที่เกี่ยวกับการประเมินผลการเรียนรู้ตามมาตรฐานในรูปแบบไหน อย่างไร ให้เหมาะกับการเรียนการสอนแบบ PBL ทางทีมวิชาการ KDG Education ก็จะกลับมาพูดคุยกับคุณผู้อ่านเกี่ยวกับหัวข้อนี้ในบทความตอนหน้านะคะ
สำหรับวันนี้ทางทีมงานขอลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ สวัสดีค่ะ
Tuesday, March 8, 2011
Project-Based Learning Part I: หนึ่งในรูปแบบการเรียนการสอนที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ตอนที่ 1
สวัสดีค่ะ ทีมงานวิชาการของ KDG Education ก็กลับมาพบกับคุณผู้อ่านกันอีกแล้วนะคะสำหรับเดือนมีนาคมนี้ ตอนนี้ดิฉันก็มีข่าวดีจะแจ้งให้คุณผู้อ่านทราบว่าคณะบรรณาธิการของเราได้ลงมติว่าเราจะพยายามให้มีบทความดี ๆ น่าสนใจมานำเสนอคุณผู้อ่านถึงสี่ครั้งต่อเดือน ยังไงก็ลองติดตามกันดูนะคะ
สำหรับบทความตอนนี้ อย่างที่สัญญากันไว้ เป็นเรื่องราวของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ค่ะ โดยเนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับรูปแบบการเรียนการสอนที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (student-centered learning) แบบหนึ่งคือ การเรียนรู้จากการทำโครงการ (project-based learning) ซึ่งต่อไปเราจะขอเรียกสั้น ๆ ว่า PBL นะคะ ลักษณะของการเรียนรู้แบบนี้จริง ๆ แล้วก็จะสอดคล้องกับประเด็นของกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ TQF ในระดับมหาวิทยาลัยด้วยค่ะ เพราะหัวใจสำคัญส่วนหนึ่งของ TQF ก็คือการพัฒนาผู้เรียนในรูปแบบที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลางนั่นเอง
ไม่เฉพาะแต่ในระดับมหาวิทยาลัยหรอกนะคะ การเรียนรู้แบบ PBL นี้ก็ยังสามารถนำไปใช้ได้กับนักเรียนในระดับมัธยมหรือกระทั่งประถมศึกษาเช่นกัน
หัวใจของการเรียนรู้แบบ PBL มีหลักการมาจากคำ ๆ นี้ค่ะ RAFT ซึ่งเป็นวิธีการสอนที่อาจารย์สามารถใช้ได้กับหลาย ๆ วิชา ในบทเรียนที่สามารถใช้กิจกรรมประกอบได้ ซึ่งการเรียนรู้ตามลักษณะของ TQF นั้นก็จะเน้นการเรียนการสอนที่มีกิจกรรมประกอบอยู่แล้ว เพราะจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกจริงทำจริงค่ะ ดังนั้นการใช้ PBL ในวิชาที่อาจารย์สอน ก็ย่อมเป็น win-win situation ก็ว่าได้ค่ะ สำหรับคำว่า RAFT นี้นะคะก็ย่อมาจาก
✐ Role: นั่นก็คือบทบาทค่ะ ในโครงการหนึ่ง ๆ อาจารย์จะต้องให้ผู้เรียนสามารถเลือกบทบาทของตัวเองได้ในโครงการนั้น ๆ โดยบทบาทนี้ก็จะมีทั้งบทบาทเฉพาะตัวและบทบาทในส่วนของการทำงานเป็นกลุ่ม สมมตินะคะว่าอาจารย์ตั้งโครงการขึ้นมาในวิชาภาษาอังกฤษ ให้ผู้เรียนเขียนบทความบนอินเตอร์เนตจากข้อมูลที่ได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความสำคัญของการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน โดยบทความนี้ก็ต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ดังนั้นบทบาทที่ผู้เรียนจะสามารถเลือกทำได้ก็มีเยอะแยะค่ะ เช่น เป็นผู้เขียน เป็นบรรณาธิการ เป็นผู้ออกสำรวจ ฯลฯ
✐ Audience: นั่นก็คือผู้รับสื่อค่ะ ผู้เรียนต้องเลือกผู้รับสื่อให้เหมาะกับบทบาทของตัวเอง เช่น บทบาทของผู้เขียนและบรรณาธิการก็จะมีผู้รับสื่อเป็นเพื่อนนักเรียนและคณาจารย์ที่จะเข้ามาอ่านบทความที่จะเขียนขึ้น หรือบทบาทของผู้สำรวจก็อาจจะเป็นกลุ่มผู้ปกครองที่ทำงานแล้วและใช้ภาษาอังกฤษได้บ้าง
✐ Format: รูปแบบค่ะ เป็นรูปแบบที่ผู้เรียนจะใช้นำเสนอโครงการของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด อย่างเช่น การนำเสนอเป็นหน้าเว็บ การนำเสนอโดยสิ่งพิมพ์ หรือกระทั่งการนำเสนอแบบ multimedia ฯลฯ
✐ Topic: หัวข้อค่ะ อาจารย์ต้องกำหนดหัวข้อให้ผู้เรียนเลือกในการทำโครงการ โดยหัวข้อนี้ก็ควรมีตัวเลือกที่ไม่จำกัดจนเกินไปค่ะ และควรเป็นหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา วัตถุประสงค์ และผลการเรียนรู้ของรายวิชานั้น ๆ ด้วยค่ะ
อาจารย์ผู้สอนที่อ่านมาถึงตรงนี้คงจะเห็นแล้วว่า วิธีการเรียนการสอนแบบ PBL ที่ยึดกับหลักการ RAFT เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนได้สร้างผลการที่เป็นชิ้นเป็นอันโดยใช้ความรู้ความสามารถที่สั่งสมมา วิธีการนี้ยังจะเป็นการช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนได้รู้จักคิด พินิจพิจารณา แสดงความคิดเห็น และเลือกวิธีการที่จะดำเนินโครงการของตนให้ประสบความสำเร็จได้ด้วยดี นอกจากนี้การเรียนการสอนแบบ PBL ยังจะเป็นส่วนช่วยให้ผู้เรียนได้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ของสิ่งที่ตนเองกำลังเรียนรู้อยู่กับชีวิตจริงที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง ทำให้ผู้เรียนเกิดความอยากเรียนรู้อยากพัฒนามากยิ่งขึ้นเพราะเล็งเห็นความเกี่ยวเนื่องของบทเรียนผ่านการทำโครงการไปยังโลกในความเป็นจริงค่ะ ไม่ใช่เป็นแค่การเรียนเพื่อเก็บเอาไว้ขึ้นห้ิงเฉย ๆ
สำหรับบทความตอนหน้า เราจะมาพูดกันถึงเรื่องของ PBL กันต่อค่ะ เพราะสิ่งที่ทีมงาน KDG Education จะนำเสนอในตอนต่อไปนั้นจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ท้าทายสำหรับผู้สอน นั่นก็คือการตั้งมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาหลักสูตร (set power standards) และการประเมินผลของผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ (effective assessment) ซึ่งอาจารย์สามารถนำอุปกรณ์ CPS เข้าไปช่วยได้จากการทำโครงการในรูปแบบการเรียนรู้ PBL ค่ะ
สำหรับเนื้อหาในตอนนี้ ทางทีมงานขอขอบคุณองค์กร Edutopia ที่เอื้อเฟื้อสาระในส่วนหนึ่งค่ะ วันนี้ทางทีมงาน KDG Education ขอลาไปก่อน พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ สวัสดีค่ะ
สำหรับบทความตอนนี้ อย่างที่สัญญากันไว้ เป็นเรื่องราวของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ค่ะ โดยเนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับรูปแบบการเรียนการสอนที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (student-centered learning) แบบหนึ่งคือ การเรียนรู้จากการทำโครงการ (project-based learning) ซึ่งต่อไปเราจะขอเรียกสั้น ๆ ว่า PBL นะคะ ลักษณะของการเรียนรู้แบบนี้จริง ๆ แล้วก็จะสอดคล้องกับประเด็นของกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ TQF ในระดับมหาวิทยาลัยด้วยค่ะ เพราะหัวใจสำคัญส่วนหนึ่งของ TQF ก็คือการพัฒนาผู้เรียนในรูปแบบที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลางนั่นเอง
ไม่เฉพาะแต่ในระดับมหาวิทยาลัยหรอกนะคะ การเรียนรู้แบบ PBL นี้ก็ยังสามารถนำไปใช้ได้กับนักเรียนในระดับมัธยมหรือกระทั่งประถมศึกษาเช่นกัน
หัวใจของการเรียนรู้แบบ PBL มีหลักการมาจากคำ ๆ นี้ค่ะ RAFT ซึ่งเป็นวิธีการสอนที่อาจารย์สามารถใช้ได้กับหลาย ๆ วิชา ในบทเรียนที่สามารถใช้กิจกรรมประกอบได้ ซึ่งการเรียนรู้ตามลักษณะของ TQF นั้นก็จะเน้นการเรียนการสอนที่มีกิจกรรมประกอบอยู่แล้ว เพราะจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกจริงทำจริงค่ะ ดังนั้นการใช้ PBL ในวิชาที่อาจารย์สอน ก็ย่อมเป็น win-win situation ก็ว่าได้ค่ะ สำหรับคำว่า RAFT นี้นะคะก็ย่อมาจาก
✐ Role: นั่นก็คือบทบาทค่ะ ในโครงการหนึ่ง ๆ อาจารย์จะต้องให้ผู้เรียนสามารถเลือกบทบาทของตัวเองได้ในโครงการนั้น ๆ โดยบทบาทนี้ก็จะมีทั้งบทบาทเฉพาะตัวและบทบาทในส่วนของการทำงานเป็นกลุ่ม สมมตินะคะว่าอาจารย์ตั้งโครงการขึ้นมาในวิชาภาษาอังกฤษ ให้ผู้เรียนเขียนบทความบนอินเตอร์เนตจากข้อมูลที่ได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความสำคัญของการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน โดยบทความนี้ก็ต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ดังนั้นบทบาทที่ผู้เรียนจะสามารถเลือกทำได้ก็มีเยอะแยะค่ะ เช่น เป็นผู้เขียน เป็นบรรณาธิการ เป็นผู้ออกสำรวจ ฯลฯ
✐ Audience: นั่นก็คือผู้รับสื่อค่ะ ผู้เรียนต้องเลือกผู้รับสื่อให้เหมาะกับบทบาทของตัวเอง เช่น บทบาทของผู้เขียนและบรรณาธิการก็จะมีผู้รับสื่อเป็นเพื่อนนักเรียนและคณาจารย์ที่จะเข้ามาอ่านบทความที่จะเขียนขึ้น หรือบทบาทของผู้สำรวจก็อาจจะเป็นกลุ่มผู้ปกครองที่ทำงานแล้วและใช้ภาษาอังกฤษได้บ้าง
✐ Format: รูปแบบค่ะ เป็นรูปแบบที่ผู้เรียนจะใช้นำเสนอโครงการของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด อย่างเช่น การนำเสนอเป็นหน้าเว็บ การนำเสนอโดยสิ่งพิมพ์ หรือกระทั่งการนำเสนอแบบ multimedia ฯลฯ
✐ Topic: หัวข้อค่ะ อาจารย์ต้องกำหนดหัวข้อให้ผู้เรียนเลือกในการทำโครงการ โดยหัวข้อนี้ก็ควรมีตัวเลือกที่ไม่จำกัดจนเกินไปค่ะ และควรเป็นหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา วัตถุประสงค์ และผลการเรียนรู้ของรายวิชานั้น ๆ ด้วยค่ะ
อาจารย์ผู้สอนที่อ่านมาถึงตรงนี้คงจะเห็นแล้วว่า วิธีการเรียนการสอนแบบ PBL ที่ยึดกับหลักการ RAFT เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนได้สร้างผลการที่เป็นชิ้นเป็นอันโดยใช้ความรู้ความสามารถที่สั่งสมมา วิธีการนี้ยังจะเป็นการช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนได้รู้จักคิด พินิจพิจารณา แสดงความคิดเห็น และเลือกวิธีการที่จะดำเนินโครงการของตนให้ประสบความสำเร็จได้ด้วยดี นอกจากนี้การเรียนการสอนแบบ PBL ยังจะเป็นส่วนช่วยให้ผู้เรียนได้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ของสิ่งที่ตนเองกำลังเรียนรู้อยู่กับชีวิตจริงที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง ทำให้ผู้เรียนเกิดความอยากเรียนรู้อยากพัฒนามากยิ่งขึ้นเพราะเล็งเห็นความเกี่ยวเนื่องของบทเรียนผ่านการทำโครงการไปยังโลกในความเป็นจริงค่ะ ไม่ใช่เป็นแค่การเรียนเพื่อเก็บเอาไว้ขึ้นห้ิงเฉย ๆ
สำหรับบทความตอนหน้า เราจะมาพูดกันถึงเรื่องของ PBL กันต่อค่ะ เพราะสิ่งที่ทีมงาน KDG Education จะนำเสนอในตอนต่อไปนั้นจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ท้าทายสำหรับผู้สอน นั่นก็คือการตั้งมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาหลักสูตร (set power standards) และการประเมินผลของผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ (effective assessment) ซึ่งอาจารย์สามารถนำอุปกรณ์ CPS เข้าไปช่วยได้จากการทำโครงการในรูปแบบการเรียนรู้ PBL ค่ะ
สำหรับเนื้อหาในตอนนี้ ทางทีมงานขอขอบคุณองค์กร Edutopia ที่เอื้อเฟื้อสาระในส่วนหนึ่งค่ะ วันนี้ทางทีมงาน KDG Education ขอลาไปก่อน พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ สวัสดีค่ะ
Wednesday, February 2, 2011
เรียนภาษาออนไลน์: เรียนอย่างไรให้ถูกและดี ตอนที่ 2
สวัสดีค่ะ วันนี้เรามาต่อกันจากตอนที่แล้วนะคะ ที่ค้างไว้ตรงที่ขณะนี้เร่ิมมีอาจารย์สอนภาษาบางท่านที่ได้ลองนำ Twitter ไปใช้กับการเรียนการสอนภาษาในชั้นเรียน เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนในชั้นได้ฝึกใช้ภาษากับเจ้าของภาษาด้วยค่ะ สำหรับภาคจบนี้ เราจะมาดูกันว่านอกจาก Twitter แล้ว คุณครู อาจารย์ และนักการศึกษาในศตวรรษที่ 21 นี้ เขาเริ่มประยุกต์ใช้เทคโนโลยีออนไลน์กันอย่างไรให้เหมาะกับการเรียนการสอนภาษานะคะ
ปัจจุบันนี้มหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วโลก อย่างเช่น มหาวิทยาลัย Emory ในมลรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้สร้างคลังความรู้ไว้ในรูปแบบของบทเรียนภาษาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาจีนกลาง ภาษาญี่ปุ่น ภาษาอาหรับ หรือกระทั่งภาษาที่คนไม่ค่อยรู้กันมากอย่าง ภาษาอินเดียนแดง เอาไว้บน iTunes U ซึ่งเป็นส่วนการศึกษาของร้านดนตรีออนไลน์ iTunes นั่นเอง บทเรียนภาษาเหล่านี้คุณผู้อ่านที่สนใจสามารถดาวน์โหลดได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น มหาวิทยาลัย Emory ได้ประมาณเอาไว้ว่าตอนนี้มีผู้สนใจจากทั่วโลกได้มาดาวน์โหลดไฟล์บทเรียนภาษาต่าง ๆ ไปแล้วถึงกว่า 10 ล้านไฟล์ นับตั้งแต่ปี 2007 ซึ่งเป็นปีที่มหาวิทยาลัย Emory ได้เร่ิมสร้างคลังความรู้และให้บริการทาง iTunes U
บทเรียนที่เป็นที่นิยมอย่างสูง มีผู้เข้ามาดาว์นโหลดมากมาย ได้แก่บทเรียนที่มีทั้งส่วนของ audio และ video ผสานเข้าไว้ด้วยกันอย่างเหมาะสม บทเรียนเหล่านี้จริง ๆ แล้วไม่ใช่บทเรียนที่ทางมหาวิทยาลัยสร้างไว้ให้คนภายนอกเลย หากแต่เป็นบทเรียนที่คณาจารย์ของทางมหาวิทยาลัยสร้างไว้เพื่อให้นักศึกษาในชั้นเรียนของตนเข้ามาเรียนรู้เพิ่มเติม เป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตรต่างหาก ซึ่งทางมหาวิทยาลัยคาดการณ์ว่า ผู้สนใจที่เข้ามาดาวน์โหลดไฟล์เหล่านี้ไปใช้นั้นคงจะไม่ใช่ผู้ที่เรียนภาษาอย่างผิวเผิน แต่น่าจะเป็นนักเรียนนักศึกษาจากที่อื่นที่เรียนวิชาเหล่านี้อยู่แล้ว หรือกระทั่งอาจจะเป็นอาจารย์จากที่อื่น ๆ ที่จะต้องสอนวิชาเหล่านี้ด้วยก็เป็นได้
นอกเหนือไปจากการที่เทคโนโลยีพวก social media เข้ามามีบทบาทกับการเรียนการสอนโดยเปิดโอกาสให้ทั้งผู้เรียนและผู้สอนได้สามารถฝึกใช้ภาษากับเจ้าของภาษาแล้ว เทคโนโลยีอย่าง iTunes U ก็ยังสามารถทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงบทเรียนภาษาที่ใช้เสริมทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน ได้ทุกที่ ทุกแห่ง และทุกเวลาด้วย ซึ่งข้อดีข้อนี้ทำให้ผู้เรียนที่ไม่ค่อยมีเวลาเรียนให้ห้องเรียนจริงมากนักหรือต้องใช้เวลาในการเดินทางไปเรียนไกล ๆ สามารถใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ไปกับการเรียนภาษาจากบทเรียนออนไลน์แบบนี้ได้มากที่สุดค่ะ
อย่างไรก็ดี คณาจารย์ผู้สอนภาษาหลาย ๆ ท่านต่างเสริมว่า ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีที่ทันสมัยเหล่านี้จะมีส่วนช่วยเสริมการเรียนการสอนภาษาอย่างมากในปัจจุบัน แต่ทว่าการเรียนภาษาในห้องเรียนจริงและการเก็บเกี่ยวประสบการณ์จริงในต่างประเทศก็คงเป็นสิ่งที่เทคโนโลยียังไม่สามารถแทนที่ได้
ทีมงาน KDG Education และผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาอีกหลาย ๆ ท่านก็ยังเห็นพ้องต้องกันว่า กุญแจสำคัญในการใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้ให้เกิดผลสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ คือการใช้เทคโนโลยีให้ถูกต้องและเหมาะสมค่ะ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้และเพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มากที่สุด
ดังนั้นหากคุณผู้อ่านท่านใดที่สนใจจะนำเทคโนโลยีการศึกษาไปประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนภาษาให้กับนักเรียนนักศึกษาในห้องเรียนของท่าน โปรดติดต่อ KDG Education ได้ค่ะ ทางทีมงานผู้เชี่ยวชาญจาก KDG Education ยินดีที่จะช่วยให้คำปรึกษากับท่านเสมอค่ะ
Tuesday, January 18, 2011
เรียนภาษาออนไลน์: เรียนอย่างไรให้ถูกและดี ตอนที่ 1
คุณผู้อ่านบล็อกนี้คงจะคุ้นเคยกับคำว่า Twitter, Facebook My Space หรือ Hi5 เป็นอย่างดี เพราะว่าชื่อต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ฝรั่งเขาเรียกกันว่า online social media หรือ social network ค่ะ คือเป็นสื่อที่ทำให้ผู้คนสามารถติดต่อกัน เป็นเพื่อนกัน สร้างกลุ่มสังคมออนไลน์ได้โดยผ่านอินเตอร์เน็ตนั่นเอง หลายต่อหลายครั้งที่สื่อแบบนี้ช่วยให้เพื่อนเก่า ๆ บางคนที่ไม่ได้เจอกันมานานนับปี กลับมาเจอะเจอกัน ติดต่อกันได้อีกครั้งก็มีค่ะ น่าทึ่งจริง ๆ
ปัจจุบันสื่อเหล่านี้เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายค่ะ ทั้งในกลุ่มวัยรุ่น คนทำงาน แม่บ้าน หรือกระทั่งกลุ่มผู้สูงอายุ เมื่อสองสามวันก่อน หลานชายดิฉันอายุ 8 ขวบค่ะ มาขอ “แอดเป็นเพื่อน” กับดิฉันบน Facebook ของพ่อตัวดีด้วย ดิฉันอดคิดในใจไม่ได้ว่า แหมทำไมเด็ก ๆ สมัยนี้ช่างก้าวไกลสมกับเป็นเด็กยุคเทคโนโลยีจริง ๆ
พูดถึงเรื่อง social media หรือ social network แล้ว จะไม่เอ่ยถึงบทบาทของสื่อพวกนี้ ซึ่งกำลังมาแรงในโลกการศึกษาและอาจจะมีอิทธิพลต่อรูปแบบการเรียนการสอนในอนาคตอันใกล้นี้ ก็เห็นจะกะไรอยู่ คุณผู้อ่านบางท่านอาจจะสงสัยว่า แล้ว Twitter หรือ Facebook จะมาเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนได้อย่างไร เกี่ยวค่ะ เกี่ยวข้องกันได้อย่างดีด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของการเรียนการสอนภาษา ซึ่งก็คือหัวข้อของบล็อกฉบับนี้ค่ะ
ปัจจุบันการเรียนการสอนในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยใช้ social media หรือ social network เข้ามาเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนในห้องเรียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากค่ะ อย่างในงาน Educause 2009 ที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านศึกษาอย่าง W. Gardner Campbell ซึ่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิชาการการเรียนการสอน จากมหาวิทยาลัย Baylor ในมลรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการใช้ Twitter ในชั้นเรียน เพื่อให้นักศึกษาได้ตั้งและป้อนคำถามที่สงสัยในห้องเรียนผ่าน Twitter ไปยังอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นขณะเรียนจริงเลยค่ะ ทั้งนี้ Campbell กล่าวว่าการตั้งคำถามในลักษณะดังกล่าวนอกจากจะเป็นการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญต่อกระบวนการการเรียนการสอนแล้ว นักศึกษายังสามารถตั้งและถามคำถามได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องยกมือขึ้นถามเสียงดัง เป็นการช่วยให้นักศึกษาบางคนที่อาจจะเขินอายและไม่ยอมถามคำถามได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนด้วยค่ะ
นอกจากนี้ ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา อาจารย์มหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่งยังได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยลงในวารสารทางวิทยาศาสตร์ฉบับหนึ่ง เกี่ยวกับการผนวกการใช้ Twitter เข้ากับกระบวนการการเรียนการสอนในห้องเรียน ผลของการวิจัยดังกล่าวระบุว่า Twitter อาจจะสามารถเพ่ิมการมีส่วนร่วมในกิจกรรมและศักยภาพการเรียนรู้ของนักศึกษาในชั้นเรียนด้วยค่ะ
จะว่าไปแล้ว ในอดีตเราจะเห็นได้ว่าการเรียนการสอนภาษานั้นมักจะมาเป็นแนวหน้าเลยทีเดียวในเรื่องการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ากับกระบวนการการเรียนการสอน ทว่าเมื่อพูดถึงประเด็นอย่าง social network อาจารย์สอนภาษาหลาย ๆ ท่านกลับยังรี ๆ รอ ๆ กันอยู่กับการนำเทคโนโลยี online social media เหล่านี้ไปใช้ในห้องเรียนให้เกิดประโยชน์มากที่สุดค่ะ ทว่ามีอาจารย์บางกลุ่ม แม้จะเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ได้ใช้ความพยายามในการนำ social network อย่าง Twitter เข้าไปใช้ในห้องเรียนจริงเพื่อให้นักเรียนของตนได้ฝึกฝนการใช้ภาษาในชีวิตประจำวันกับเจ้าของภาษาด้วยค่ะ
เพื่อไม่ให้บทความนี้ยาวเยิ่นเย้อเกินไป คราวหน้าทางทีมงาน KDG Education จะมานำเสนอภาคจบของบทความให้แก่คุณผู้อ่านนะคะ โปรดติดตามค่ะ
Subscribe to:
Posts (Atom)